ReadyPlanet.com
dot
dot
เข้าสู่ระบบสมาชิก (Member Login)
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
สมัครรับข่าวสาร

dot
dot
ตะกร้าสินค้า
dot
จำนวน : 0 ชิ้น
ราคา : 0.00
bullet ดูสินค้า
bullet ชำระเงิน
bulletแจ้งยืนยันการชำระเงิน
dot
ค้นหาสินค้า (Search Product)


  [Help]
dot
bulletสินค้าจัดรายการ (Special Promotion)
bulletสินค้ายอดนิยม (Hot Item)
bulletสินค้าใหม่ (New Product)
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ (Member Online)
ยังไม่มีสมาชิกที่ล็อกอินในขณะนี้
bulletบุคคลทั่วไป 4 คน
dot
สมาชิกใหม่ (New Member)
สมาชิกใหม่ขณะนี้ คน


THE CHEMIST HOME PHARMACY
THE CHEMIST HOME PHARMACY


น้ำมันคริวคืออะไร
น้ำมันคริวคืออะไร?
 

น้ำมันคริว (Krill oil) เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากสัตว์ทะเลขนาดจิ๋วในกลุ่มเดียวกับพวกกุ้งขนาดเล็ก (Crustaceans)   ซึ่งมักจะอาศัยอยู่ใต้ทะเลลึกของมหาสมุทรแอนตาร์คติก โดยทั่วไปแล้วคริวมักเป็นอาหารของพวกปลาทะเลและสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่กว่า  แต่ในทางอุตสาหกรรมอาหารได้มีการนำคริวมาสกัดเพื่อเป็นน้ำมันคล้ายๆกับการสกัดเย็นที่พบได้ในการผลิตน้ำมันปลา เนื่องจากพบว่า คริวนั้นอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกาสามชนิดอิสระ  (Free form of Omega-3 fatty acids) ซึ่งประกอบไปด้วยกรดไขมัน EPA และ DHA เช่นเดียวกับน้ำมันปลาแต่มีปริมาณที่น้อยกว่า อย่างไรก็ตามน้ำมันคริวยังมีความโดดเด่นที่ต่างจากน้ำมันปลาก็คือ โครงสร้างโอเมกาสามของคริวที่มักจะจับกับสาร Phospholipids ซึ่งโดยมากมักเป็นสาร Phosphatidylcholine จึงทำให้คริวนั้นมีสมญานามในแวดวงอาหารเสริมว่าเป็น Marine Lecithin นอกจากนี้คริวยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสีแดงที่ชื่อ Astaxanthin ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับ Lycopene และ Beta-carotene อีกด้วย

สารฟอสโฟไลปิดจากน้ำมันคริว 

สารกลุ่มฟอสโฟไลปิดเชิงซ้อนจากน้ำมันคริวโดยทั่วไปนั้นถือว่ามีประโยชน์ต่อการทำงานในระดับเซลล์ของระบบต่างๆในร่างกายของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ของมนุษย์ที่จำเป็นจะต้องใช้กรดไขมันดังกล่าวในการสังเคราะห์เป็นโครงสร้างเซลล์ รวมถึงการยึดเกาะกันของเซลล์ต่างๆให้กลายเป็นโครงสร้างเนื้อเยื่อที่แข็งแรงมากขึ้น และด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้กรดไขมันโอเมกาสามจากคริวที่ผูกติดอยู่กับฟอสโฟไลปิดนี้สามารถแทรกผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เพื่อเข้าสู่ระบบต่างๆในร่างกายได้รวดเร็วกว่ากรดไขมันโอเมกาสามแบบอิสระทั่วๆไปนั่นเอง นอกจากนี้ฟอสโฟไลปิดในคริวยังเป็นสารที่ช่วยทำให้ละอองไขมันในร่างกายของเราแตกตัว (Emulsifier) เพื่อช่วยในการย่อยสลายได้ง่ายขึ้น จึงเป็นการป้องกันการเกาะตัวของละอองไขมันในหลอดเลือดนั่นเอง 

กรดไขมัน DHA & EPA ในน้ำมันจากคริว  

หลังจากที่กรดไขมันทั้งสองเข้าสู่ระบบโลหิตแล้วก็จะเกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณของเซลล์ (Cell signaling cascade) ในเนื้อเยื่อต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการลดอักเสบโดยกรดไขมัน EPA ผ่านทาง Eicosanoid complex pathway ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรคไขข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) และลดอาการปวดประจำเดือนเช่นเดียวกับ EPA ที่พบได้จากน้ำมันปลาทุกประการ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการลดไขมันเลว LDL และไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งจะช่วยลดการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือด (Arterial plaque) อันเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดอุดตัน ขณะที่ DHA จะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของระบบประสาทและการมองเห็น รวมทั้งช่วยชะลอความเสื่อมของระบบประสาทและสมองในผู้ใหญ่อีกด้วย 

สารต้านอนุมูลอิสระ Astaxanthin ในน้ำมันจากคริว  

สารต้านอนุมูลอิสระ Astaxanthin เป็นรงควัตถุสีแดงที่พบได้เฉพาะในสัตว์ทะเลกลุ่ม Crustaceans โดยปกติหน้าที่หลักของสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากสารต้านอนูมูลอิสระอื่นๆทั่วๆไป ยกเว้นฤทธิ์ในการป้องกันการทำลายจาก Oxidative stress ในบริเวณเนื้อเยื่อไขมันและคลอเรสเตอรอลที่สะสมในร่างกาย ซึ่งเกิดจากผลของทั้งสาร Astaxanthin และ ฟอสโฟไลปิดร่วมกัน (Synergistic effect) มากกว่าการใช้สารต้านอนุมูลอิสระเพียงอย่างเดียว   ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ได้มีการศึกษาผลทางคลินิกของน้ำมันคริวกันอย่างกว้างขวาง จึงนับว่าน้ำมันคริวอาจจะเป็นอาหารเสริมอีกชนิดที่น่าเชื่อถือและมาแรงอย่างมากในอนาคต 



Reference

Kiyotaka Nakagawa, et al. Antioxidant effect of astaxanthin on phospholipid peroxidation in human erythrocytes, British Journal of Nutrition (2011)

Yoshida H, Yanai H, Ito K, Tomono Y, Koikeda T, Tsukahara H, Tada N. Administration of natural astaxanthin increases serum HDL-cholesterol and adiponectin in subjects with mild hyperlipidemia. Atherosclerosis. 2010 Apr;209(2):520-3. Epub 2009 Oct 14 

Harper CR, Jacobson TA. The fats of life: the role of omega-3 fatty acids in the prevention of coronary heart disease. Arch Intern Med. 2001;161(18):2185-2192

Innis SM. Dietary omega 3 fatty acids and the developing brain. Brain Res. 2008 Sep 9

Jacobson TA. Role of n-3 fatty acids in the treatment of hypertriglyceridemia and cardiovascular disease. Am J Clin Nutr. 2008 Jun;87(6):1981S-90S
 
 
ที่มา : http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2012/08/L12576907/L12576907.html



Natural Pharmacy

เห็ดทางการแพทย์กับอาการภูมิแพ้
สมุนไพรพื้นบ้าน
หลากสรรพคุณ... 20 สมุนไพรไทยที่ใครๆก็รู้จัก
สมุนไพรใช้แทนยา



Copyright © 2014 All Rights Reserved.